จัดการชั้นเรียนกับซู คาวลีย์ : วิธีทำให้นักเรียนฟัง Manage that Class with Sue Cowley : Making Yourself Heard

ดังแล้ว

Manage the class with Sue Cowley

จัดการชั้นเรียนกับ ซู คาวลีย์: วิธีทำให้นักเรียนฟัง

ซู คาวลีย์ มาที่โรงเรียนประถมกรีนโฮม เพื่อชี้แนะการสอนให้ครูอีแวน แซง ครูชั้น ป.4 ที่จะสอนเรื่องรูปทรง 3 มิติ โดยซูจะคอยดูการสอนจากห้องใกล้ ๆ ผ่านกล้องและไมโครโฟนที่ซ่อนอยู่ในห้อง และสามารถแสดงความคิดเห็นได้ทันที ผ่านทางหูฟังที่ครูอีแวนใส่ไว้ ซูจะอธิบายวิธีควบคุมระดับเสียงในห้องและดูว่าครูอีแวนจะจัดการชั้นเรียนอย่างไร

          ครูอีแวนกล่าวว่า “เด็ก ๆ ค่อนข้างจะเสียงดัง เมื่อฉันให้นักเรียนทำงาน ฉันอยากมีวิธี ที่จะทำให้เด็กเข้าประจำที่อย่างรวดเร็ว ฉันมีวิธีอย่างเช่น การให้คะแนนแต่ละโต๊ะ ให้รางวัล ถ้าเด็กนั่งลงและทำงาน แต่อยากรู้ว่ามีวิธีอื่นอีกไหม คุณจะลองอย่างอื่นบ้างก็ได้ มีอะไรที่ทำได้บ้าง และมันเกี่ยวกับคำสั่งของฉันหรือเปล่า คำสั่งกระชับพอไหม”

Making yourself heard       

ซู คาวลีย์ “ครูอีแวนขอให้ฉันดูการสอนของเธอจากมุมต่าง ๆ กัน ข้อแรกเธออยากให้ฉันจัดการระดับเสียงโดยรวมในห้อง รู้กันดีว่านักเรียนชั้น ป.4 เสียงดังที่สุดในระดับประถมปลาย สอนได้กระชับพอไห ทำไมเด็กไมนั่งลง ทำงานอย่างรวดเร็วตามที่ต้องการ จะจัดการนักเรียนอย่างไรบางครั้งเมื่อเธอต้องให้ความเห็นกับเด็กว่า นี่ยังไม่ถูกต้อง เธอรู้สึกว่านี่เป็นการปฏิเสธเด็กอย่างสิ้นเชิง เธอจะทำอย่างนั้นในเชิงบวกได้ไหม เราจะดูจากการสอนของครูอีแวน ในเรื่อง รูปทรง 3 มิติ” นอกจากนี้ ซู คาวลีย์ยังกล่าวว่า    “ข้อดีของการชี้แนะแนวการสอนนี้ คือ ฉันไม่เข้าไปมีบทบาทกับเด็ก ๆ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันพูดกับ    ครูอีแวน และสิ่งที่ฉันสังเกตได้คือ รูปแบบการสอนที่แท้จริงของเธอ มีบางส่วนที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพ นั่นคือตัวตนของเธอ และคุณสมบัติของความเป็นครูของเธอ และเธอไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องกลายเป็นคนอื่น สิ่งที่ฉันอยากพูดคือ รูปแบบการสอนของเธอที่มีผลต่อการเรียนการสอน ต้องหนักแน่นกว่านี้อีกนิดไหม ต้องชัดเจนหรือพูดให้สั้นขึ้นหรือไม่”

ระหว่างการสอนของครูอีแวน เมื่อเด็กเสียงดัง ครูอีแวนจะบอกกับเด็กว่า “ เสียงดังไปแล้วนะ” จากนั้น ซู ก็แนะนำเธอว่าให้ใช้อวัจนภาษา ครูอีแวนจึงใช้มือกอดอกและสั่งให้เด็ก ๆ นั่งลง และเด็กก็ทำตาม และมีเด็กบางคนกอดอกตาม และเสียงก็เงียบลง จากนั้น เธอบอกให้เด็กชูใบงานขึ้น แต่เธอใช้คำพูดว่า “ชูใบงานขึ้นมาหน่อยได้ไหม”

ซู กล่าวว่า “ เธอถามนักเรียนว่าทำได้ไหม แทนที่จะบอกว่าครูอยากให้นักเรียนทำ เมื่อคุณพูดในลักษณะคำถาม แทนที่จะเป็นคำสั่ง เด็กจะไม่ค่อยรู้สึกว่าต้องทำสิ่งนี้”

จากนั้นเมื่อเด็กเริ่มที่จะเสียงดังและไม่ฟัง ซูจึงบอกกับครูอีแวนให้บอกกับเด็กว่า “ครูอยากเห็นนักเรียนนั่งเรียบร้อย และยกมือขึ้นสูง ๆ ครูอยากเห็นคนที่นั่งตัวตรงเรียบร้อย”

ซู กล่าวว่า “ ฉันว่าหลายอย่างขาดหายไป ขาดเป้าหมาย ขาดความรู้สึกว่าต้องรีบ เช่น บอกว่ากลุ่มนี้มีเวลา 5 นาที กำหนดเวลา หรือบอกแนวคิด 3 ข้อ สำหรับรูปทรงแต่ละชิ้น เด็ก ๆ จะได้รู้สึกว่าคืบหน้า ความเร็ว ความเคลื่อนไหว และเธอไม่ไดอธิบายให้ชัดเจนว่า ต้องทำกิจกรรมนี้อย่างไร หารือเป็นกลุ่ม คุยกับคู่ของตน หรือ นั่งทำเงียบ ๆ ระดับเสียงโดยรวมในห้องจะเป็นอย่างไรตอนนี้ สิ่งที่เราจะเห็นเมื่อเด็กทำกิจกรรม คือ พวกเขาเริ่มมั่นใจหรือไม่ พวกเขาก็จะถือโอกาสทำเกินขอบเขต ส่งเสียงดัง และไม่ทำงานหรือไม่”

ซู แนะนำให้ครูอีแวน เอารูปทรงให้เด็กคนละชิ้น และบอกว่ามีเวลา 2 นาทีสำรวจรูปทรงกับเด็กแต่ละคน ดูว่าเขานับเส้นขอบได้ไหม ให้เด็กได้สัมผัสได้ด้วยตนเอง  

เด็กอยากสัมผัสรูปทรงด้วยตนเอง เหมือนเด็กทุกคนบนโลก แทนที่ครูจะถือไว้ จะมีประโยชน์กว่า ถ้าแต่ละคนได้สำรวจรูปทรงเองสัก 1 – 2 นาที ถ้าครูเป็นคนถือและนับจะไม่ชัดเจน แต่ถ้าเด็กได้ถือเอง ได้สัมผัส ได้นับด้วยตนเองจะชัดเจนขึ้น

จากนั้น ครูอีแวนถามเด็กว่า ใครยังไม่ได้ทำงานกับเธอ หรือผู้ช่วยของเธอให้ยกมือขึ้น ทำให้เด็กค่อนข้างสับสน เธอจึงลองถามใหม่อีกครั้ง โดยถามว่า ใครได้ทำงานกับเธอหรือผู้ช่วยของเธอแล้วให้ยกมือขึ้น เด็ก ๆ ก็ยกมือ

ซู กล่าวว่า “ข้อดีตรงนี้ คือ ครูอีแวนเริ่มชี้แนะตัวเอง การตั้งคำถามต้องตั้งคำถามบอกเล่า ไม่ใช่คำถามปฏิเสธ ทันใดนั้นเธอจึงผ่อนคลาย และเริ่มสนุกกับการสอน เธอเริ่มคิดได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เมื่อสอนไปเรื่อย ๆ แม้กิจกรรมนี้ ค่อนข้างจะเสียงดัง แต่เด็กก็ดูสนใจดี แต่ฉันรู้สึกว่าเด็กไม่เห็นผลของกิจกรรมเท่าไหร่นัก เธอยังไม่ได้ทำให้เด็กเข้าใจ ว่ามีเวลากับกิจกรรมนี้เท่าไหร่ ฉันแนะนำว่าให้เวลาเด็กทั้งห้องสักครู่หนึ่ง ให้รวบรวมสมาธิเด็กให้ได้ เช่นบอกว่า ครูให้เวลา 5 นาที 10 นาที ต้องทำกิจกรรมนี้ให้เสร็จ”

โดยซู ยังแนะนำครูอีแวนอีกว่าครูอีแวนน่าจะให้เด็กทั้งห้องรวมกัน เตือนพวกเขาเรื่องระดับเสียง เตือนว่ามีเวลาอีกเท่าไหร่ เพื่อทำกิจกรรมนี้ ให้เวลาเด็กคิด แล้วค่อยกลับมาดูว่าพวกเขาเป็นอย่างไร ถ้าครูอีแวนออกคำสั่งชัดเจน เด็ก ๆ ก็จะตั้งใจ เมื่อเด็ก ๆ สับสนว่าพวกเขาต้องทำอะไร และนานแค่ไหน นั่นคือตอนที่พวกเขาจะเริ่มเสียงดัง

สรุป ในการเรียน ควรกำหนดเวลาในการทำกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้ชัดเจน คำสั่งควรชัดเจนให้เด็กเข้าใจ อีกทั้ง ควรให้เด็กได้สัมผัสสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเอง จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดียิ่งกว่า ในการถามคำถามควรหลีกเลี่ยงการใช้คำถามปฏิเสธ แต่ให้ใช้คำถามบอกเล่าแทน จะทำให้เด็กเข้าใจง่าย ไม่สับสน ส่วนการควบคุมระดับเสียง ครูสามารถเตือนเรื่องระดับเสียงแก่เด็กได้เป็นระยะ ๆ แต่การใช้คำสั่งที่ชัดเจน เข้าใจ กำหนดเวลาให้เด็กว่าเขาต้องทำกิจกรรมให้เสร็จเร็วแค่ไหน ก็สามารถทำให้เด็ก สนใจกับกิจกรรมและไม่ส่งเสียง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s